นอนหลับ ร่างกายได้พักจริงหรือ? - Sleep Calculator

นอนหลับ ร่างกายได้พักจริงหรือ?

มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 52007876 คน

การนอนหลับและการตื่น เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในชีวิตประจำวันของสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ มนุษย์ใช้เวลาประมาณหนึ่งในสามของชีวิตในการนอนหลับ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการนอนหลับต่อการดำรงชีวิต การนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน ความตื่นตัว การตัดสินใจ ความจำและการทำงานอื่นๆของระบบประสาท การนอนหลับเป็นเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องอาศัยการทำงานอย่างมีระบบของระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับและการตื่น มนุษย์ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการนอนหลับคือร่างกายได้พักผ่อน เปรียบเสมือนปิดคอมพิวเตอร์ พอตื่นมาก็เหมือนเปิดคอมพิวเตอร์ร่างกายพร้อมลุย พร้อมประมวลผลต่อ แต่ในความเป็นจริง การนอนหลับของเราในชีวิตประจำวัน เป็นขบวนการที่มีระบบขั้นตอน และลำดับของกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งต้องทำความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น

ระยะของการนอนหลับ (Sleep stages)

แม้ว่าการนอนหลับจะดูเหมือนร่างกายหยุดนิ่งหรืออยู่ในสภาวะคงที่ แต่จากการศึกษาพบว่าในช่วงเวลาของการนอนหลับยังสามารถแบ่งได้เป็นระยะต่างๆ ซึ่งมีลักษณะการแสดงออกทางสรีรวิทยาที่แตกต่างกัน วิธีการที่นิยมใช้ในการแยกระยะต่างๆ ของการนอนหลับ คือ Polysomnography  (PSG)  ซึ่งประกอบด้วยการบันทึกหลักๆ 3 ชนิด คือ

  • คลื่นไฟฟ้าสมอง (electroencephalogram; EEG) เพื่อบันทึกการทำงานของสมอง
  • คลื่นไฟฟ้าจากลูกตา (electro-oculogram; EOG) แสดงถึงการกลอกตา
  • คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (electromyogram; EMG) บันทึกการหดตัวและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (muscle tone)

ภาพ 1       Polysomnography แสดงการติดขั้วบันทึกที่ข้างตาซ้าย (E1) และตาขวา (E2) เพื่อบันทึก electro-oculogram (เส้นบันทึกสองเส้นบน) ขั้วบันทึกที่คางสำหรับบันทึก electromyogram (EMG) และขั้วบันทึกที่หนังศีรษะ (C4, C3) สำหรับบันทึก electroencephalogram (เส้นบันทึกเส้นล่าง) ขั้วบันทึกที่ใบหูทั้งสองข้าง (A1, A2) ใช้เป็นขั้วเปรียบเทียบ (reference electrode)

ทำให้สามารถแยกการช่วงของการนอนหลับได้เป็น Rapid Eye Movement Sleep (REM Sleep) และ Non rapid eye movement sleep (NREM Sleep) ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 4 ระยะ (NREM stage I – IV) ตามระดับความลึกของการนอนหลับ โดยสังเกตเห็นลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและความถี่ลดลงตามลำดับ

ภาพ 2      Polysomogram แสดงระยะต่างๆ ของการนอนหลับ และขณะตื่น  [Ganong, 2013]

NREM stage I เป็นระยะเริ่มหลับ คลื่นไฟฟ้าสมองจะมีขนาดเล็ก มีความถี่หลายๆ ความถี่ สังเกตเห็น Theta wave ซึ่งมีความถี่ประมาณ 4-7 Hz แทรกขึ้นมา คลื่นสมองชนิดนี้ พบในภาวะที่จะเลื่อนไหลจากการรู้สึกตัว ไปสู่การง่วงเหงาหาวนอน และจะพบได้ในขณะที่คนคนนั้นทำสมาธิอยู่ในระดับสูงๆ ระยะนี้สามารถปลุกให้ตื่นได้ง่าย

 

NREM stage III และ NREM stage IV เป็นระยะที่หลับลึก ปลุกให้ตื่นได้ยาก คลื่นไฟฟ้าสมองที่เด่นในช่วงนี้คือ delta wave ซึ่งเป็นคลื่นขนาดใหญ่มีความถี่ประมาณ 0.5-4 Hz โดยจะมีมากที่สุดใน NREM stage IV ด้วยเหตุนี้จึงเรียกระยะนี้ของการนอนหลับว่า slow wave sleep (SWS) ในบางตำราจะรวม ทั้งสองระยะนี้ของการนอนหลับเป็น NREM stage III ของการนอนหลับ

 

ตลอดช่วง NREM sleep การหดตัวของกล้ามเนื้อและความตึงตัวของกล้ามเนื้อจะลดลงตามลำดับ และไม่พบการกลอกตาเป็นจังหวะในระยะนี้

 

REM Sleep เป็นระยะที่ยังคงหลับอยู่ ระยะของการนอนชนิดนี้ กินระยะเวลาประมาณ 20-25 % ของเวลาการนอนทั้งหมด แต่คลื่นไฟฟ้าฟ้าสมองมีขนาดเล็กและความถี่สูงคล้าย beta wave ที่พบในขณะตื่น ระยะนี้จึงอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า paradoxical sleep ระยะนี้จะมีการกลอกตาเป็นจังหวะอย่างรวดเร็วให้ตรวจพบได้ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (muscle tone) จะหายไป sympathetic activity จะสูงขึ้น ในระยะนี้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกเช่น เสียงดัง หรือสิ่งเร้าภายใน เช่น ภาวะการขาดออกซิเจน จะน้อยมากเมื่อเทียบกับระยะ NREM นอกจากนี้ยังพบการแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดขึ้นในช่วง REM sleep ด้วย

ภาพ 3      คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) แสดงลักษณะของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ช่วงความถี่ต่างๆ ที่พบได้ในภาวะปกติและผิดปกติ (A) และคลื่นไฟฟ้าสมองที่บันทึกได้ที่ระยะต่างๆ ของการนอนหลับ สังเกตว่าขณะตื่นคลื่นไฟฟ้าสมองจะขนาดเล็กและความถี่สูง (beta wave) และคลื่นไฟฟ้าสมองจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและความถี่ลดลงตามลำดับใน NREM stage I-IV

อ้างอิง

 

วัฏจักรของระยะของการหลับ

ในแต่ละคืนของการนอนหลับปกติ จะประกอบด้วยวงจรของ NREM – REM ประมาณ 3 – 6 รอบ (cycle) ต่อเนื่องกันไป เรียกวงจรของ NREM – REM นี้ว่า ultradian rhythm ซึ่งแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 90 – 110 นาที

หลังเริ่มเข้านอน คนปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 – 20  นาที ในการเข้าสู่ NREM stage I ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนถึงเริ่มหลับนี้เรียกว่า sleep latency ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น หากอดนอนจะทำให้ sleep latency สั้นลง หรืออายุน้อยจะมี sleep latency สั้นกว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เป็นต้น จากนั้นการหลับจะดำเนินต่อไปเข้าสู่ระยะของการหลับลึกมากขึ้น (NREM stage II – IV) และ REM sleep ตามลำดับ โดย REM sleep ครั้งแรกจะปรากฏประมาณ 90 นาทีหลังเริ่มหลับ วงจรของ NREM – REM ดังกล่าวข้างต้นเกิดซ้ำทุก 90-110 นาที โดยในแต่ละคืนของการนอนหลับจะเป็นการนอนหลับใน NREM stage I, II ประมาณ 50 – 60% และ REM sleep ประมาณ 20 – 25% ของระยะเวลาการนอนทั้งหมด (total sleep time) โดยระยะเวลาของ REM sleep จะยาวขึ้นตามลำดับในรอบหลังๆ ของการนอนหลับ ซึ่งตรงข้ามกับ NREM stage III, IV ซึ่งจะพบได้ในรอบต้นๆ ของการนอนหลับและปรากฏน้อยลงในช่วงท้าย ระยะเวลาของการนอนหลับ และสัดส่วนของการนอนหลับในช่วง NREM stage III, IV และ REM sleep จะลดลงตามอายุ

ภาพ 4       โครงสร้างของการนอนหลับ (ซ้าย) และระยะเวลาการนอนหลับ (total sleep time) และสัดส่วนของการนอนหลับในระยะต่างๆ เทียบกับอายุ (ขวา) [Ganong, 2010]

กลไกการเกิด NREM และ REM sleep

การนอนหลับในช่วง REM มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการนอนหลับในระยะ NREM ที่สำคัญคือ ลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองที่คล้ายตอนตื่น การกลอกตาเป็นจังหวะอย่างรวดเร็ว และการหายไปของ muscle tone สาเหตุเกิดจากการทำงานของสมองที่แตกต่างกันในระยะ NREM และ REM โดยพบว่าในการนอนหลับระยะ REM กลุ่มเซลล์ประสาทที่หลั่งสารสื่อประสาท noradrenaline และ serotonin ยังคงทำงานลดลง ขณะที่เซลล์ประสาทประสาทที่หลั่งสารสื่อประสาท acetylcholine ในก้านสมองทำงานเพิ่มขึ้น เซลล์ประสาทกลุ่มนี้จะส่งปลายประสาทไปยัง thalamus และ basal forebrain ทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าสมองที่เป็นลักษณะ desynchronized ปลายประสาทที่ส่งไปยัง paramedian pontine reticular formation (PPRF) ซึ่งไปมีผลต่อเซลล์ประสาทสั่งการของกล้ามเนื้อลูกตา ทำให้เกิดการกลอกตา นอกจาพำกนี้เซลล์ประสาท cholinergic ในก้านสมองยังส่งปลายประสาทไปกระตุ้น medullary reticular formation ซึ่งมีบทบาทยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อทรงตัวของร่างกายผ่านทาง medulary reticulospinal tract ทำให้ muscle tone ลดลง

ภาพ 7      กลไกการเกิด REM sleep: REM on (cholinergic neuron ใน LDT/PPT) ทำงานเพิ่มขึ้นในช่วง REM sleep ไปกระตุ้น thalamus ทำให้เกิด cortical activation กระตุ้น pontine paramedian reticular formation (PPRF) ซึ่งควบคุม ocular motor nucleus (OMN) ทำให้เกิดการกลอกตาเป็นจังหวะ และยังไปกระตุ้น ventromedial medullary reticular formation ส่งผลยับยั้ง α-motoneuron ทำให้เกิด muscle atonia ขณะที่ REM-off (monoaminergic neuron ใน locus ceruleus และ raphe nucleus) ทำงานลดลงในช่วง REM sleep [ดัดแปลงจาก Benarroch, 2006]

บทความต่อไป
สาเหตุนอนไม่หลับ
บอกลาปัญหานอนไม่หลับจะท่ากายภาพบำบัดที่คุณก็ทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน

การนอนไม่หลับถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลายคนเพราะการนอนไม่หลับทำให้เราหงุดหงิด เมื่อเราไม่สามารถสั่งให้ร่างกายเราหลับ ตามที่เราต้องการได้ ทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเลยไปบางทีตี 1 ตี 2 บางทีจนตี 3 ก็ยังนอนไม่หลับถึงแม้ว่าร่างกายเราจะเรียกร้องให้เราหลับไปตาม การทำงานของนาฬิกาชีวิตก็ตามดังนั้นปัญหาการนอนไม่หลับจึงทำให้หลายคนรู้สึกทรมานกับอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นทุกคืน นอกจากนี้ หลายคนยังเกิดเป็นโรค หยุดหายใจขณะหลับซึ่งเกิดจากการนอนกรน ซึ่งการนอนกรน ก็เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดการนอนไม่หลับได้เช่นกัน ดังนั้นทางการนอนไม่หลับ อาการนอนกรน และโรคหยุดหายใจขณะหลับจึงเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การที่เราเป็นอย่างหนึ่งก็มักจะทำให้เกิดโรคอีกอย่างหนึ่งในนี้วนเวียนกันอยู่เรื่อยไปดังนั้น แก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้เราจึงสามารถทำได้ด้วยการใช้ท่านอนที่มีผลต่อการไหลเวียนอากาศ ในร่างกายได้ดีช่วยให้เรานอนหลับสบายไม่เกิดอาการกรนและไม่เกิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อีกด้วย   ท่ากายภาพ ที่มีผลต่อการนอนหลับและการหยุดหายใจขณะหลับ   การนอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศา เป็นท่านอนหงายที่ได้จากการวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้ที่มีอาการต่างๆข้างต้นซึ่งพบว่าท่านอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศานี้เป็นท่านอนที่มีภาวะต้านการหายใจน้อยที่สุดและรองลงมาคือการนอนตะแคงซ้ายและนอนตะแคงขวาซึ่งได้ผลไม่ต่างกันมากนักส่วนการนอนหงายราบกับพื้นเป็นท่านอนที่เราควรหลีกเลี่ยงเพราะท่านี้จะมีผล ทำให้เกิดการต้านการหายใจมากที่สุดนั่นเอง   ดังนั้นถ้าหากเราจะทำการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่คิดว่าอาจจะเป็นโรคนี้ จึงควรที่จะเปลี่ยนท่านอนจากที่เคยนอนอยู่เดิมมาทดลองนอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศาโดยที่ หนุนด้วยหมอนที่ไล่ระดับลงมาจากส่วนที่หนุนศีรษะสูงที่สุดมายังต้นคอและไหล่โดยที่ควรจะมีหมอนใบเล็กรองรับข้อพับเข่าอีกใบหนึ่งเพื่อไม่ให้กระดูกสันหลังและคอคดงอ การนอนแบบนี้จะเป็นท่านอนที่ช่วยให้ทางเดินหายใจของเราเปิดโล่ง ซึ่งปัญหาของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เรามักจะทราบกันเป็นอย่างดีเสมอก็คือมีสาเหตุมาจากการที่ลำคอเราบีบแคบลงหรือตีบตันหรือเกิดจากการที่ลิ้นไก่ห้อยตัวลงมาปิดช่องทางเดินหายใจซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากการที่เรานอนหงายราบกับพื้นดังนั้นการนอนแบบเอนหลัง 30 องศาจึงเป็นท่านอนที่ดีที่จะช่วยลดปัญหาและลดสาเหตุต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

อาการนอนไม่หลับ
การนอนไม่หลับ กับเครื่องดื่มดีๆที่ช่วยคุณได้

การนอนไม่หลับอาจจะฟังดูเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับหลายคนที่ไม่เคยเกิดสภาวะนี้เกิดขึ้นกับร่างกายเราตลอดเวลาเรานอนหลับอย่างเป็นปกติและนอนหลับดีตลอดมาแต่สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับบ่อยๆเมื่อฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนุกเอาซะเลย  เพราะการนอนไม่หลับถือเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนตามเวลาของนาฬิกาชีวิต   แต่เรากลับยังไม่รู้สึกง่วงหรือพยายามข่มตานอนแล้วแต่ก็นอนไม่หลับสักที  ซึ่งการนอนไม่หลับยังส่งผลทำให้เรารู้สึกเพลียตลอดทั้งวัน ไม่สดชื่นไม่สดใสตามที่ควรจะเป็น  อีกทั้งยังทำร้ายผิวพรรณ  ทำให้ความจำเราไม่มีประสิทธิภาพ  หรือพูดง่ายๆว่าความจำเราลดน้อยลง กระบวนการเรียนรู้และตอบสนองช้าลง  คิดช้าลงและมีอาการหงุดหงิดง่ายมากขึ้นอีกด้วยที่สำคัญก็คืออาจจะทำให้เกิดอาการหลับใน  ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งและเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหรือเดินทางอยู่บ่อยๆ  และการนอนไม่หลับนี้ยังส่งผลทำให้หลอดเลือดสมองตีบ  เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้เร็วกว่าคนปกติ  นอกจากนี้ยังทำให้เป็นโรคอื่นๆ  ตามมาได้อย่างง่ายดายมากอีกด้วย   ซึ่งถือได้ว่าการนอนไม่หลับไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาการเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ผลเสียที่ตามมาอีกมากมายทำให้การนอนหลับกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว  ดังนั้น  วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการที่จะช่วยให้เรานอนหลับง่ายขึ้นสบายมากยิ่งขึ้นต้องทำอย่างไรบ้าง   แก้ปัญหาการนอนไม่หลับ วิธีการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับสามารถทำได้อย่างหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลดความตึงเครียดด้วยการผ่อนคลายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้ออยู่ค่ะเบาๆก่อนนอนก็สามารถช่วยได้รวมไปถึงการที่เราได้หัวเราะกับเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆตามสภาวะอารมณ์ให้เป็นบวกก็ทำให้เราผ่อนคลายจากเรื่องตึงเครียดทั้งหลายและทำให้หลับสบายได้มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังมีเรื่องของการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่จะช่วยให้เรานอนหลับสบายและหลับได้ง่ายมากยิ่งขึ้นดังนี้   การดื่มชาสมุนไพรอุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาขาว แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นแนะนำให้ดื่มชาดอกคาโมมายซึ่งจะทำให้เราผ่อนคลายจากกลิ่นอ่อนๆของดอกคาโมมายช่วยให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้น   น้ําเชอรี่ทาร์ต  ถือได้ว่าเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเพราะน้ำตาลน้อยซึ่งถ้าหากเราจะดื่มน้ำผลไม้ก่อนนอนประเภทอื่นๆอย่างเช่นน้ำส้มซึ่งเต็มไปด้วยวิตามินซีแต่ก็จะมีน้ำตาลสูงมากอาจจะทำให้ร่างกายเราตื่นตัวมากยิ่งขึ้นจากภาวะที่ร่างกายได้รับน้ำตาลเข้าไปทำให้ร่างกายตื่นตัวดังนั้นลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำ Cherryทาร์ต ก็จะสามารถช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้นและไม่ต้องกังวลกับการตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อที่จะลุกเข้าห้องน้ำนั่นเอง   นมอุ่นๆเป็นเครื่องดื่มที่เกิดมาเพื่อปราบการนอนไม่หลับเพราะมีคาร์โบไฮเดรตอีกทั้งการที่ร่างกายได้รับอะไรอุ่นๆจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นและเมื่อร่างกายต้องทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตก็จะทำให้เรารู้สึกง่วงได้ง่ายมากยิ่งขึ้นจึงทำให้เรานอนหลับสบาย

สาเหตุอาการนอนไม่หลับ
ความกังวลใจทำให้นอนไม่หลับ กลายเป็นภัยร้าย ทำลายสุขภาพ

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ สำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายความแข็งแรงและภูมิต้านทานซึ่งบางคนอาจจะต้องการการนอนหลับอย่างเต็มที่เพียงแค่ 4 ชั่วโมงบางคนอาจจะต้องการมากถึง 6 และ 8 ชั่วโมงตามลำดับเพื่อซ่อมแซมส่วนสึกหรอต่างๆของร่างกาย แต่ยังมีอีกหลายคนที่เกิดอาการ นอนยากหรือเป็นโรคนอนไม่หลับ  เรามักจะพบว่าอาการส่วนใหญ่มักจะมีความรู้สึกกระสับกระส่าย กระวนกระวายใจ  กว่าที่จะนอนหลับลงได้ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและสิ่งที่สำคัญคือเราไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่นิดเดียว  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันมักจะเป็นสิ่งที่สวนทางกับความต้องการของนาฬิกาชีวิตนั่นก็คือ  เมื่อถึงเวลากลางคืนร่างกายต้องได้รับการนอนและการหลับ แต่เมื่อเรานอนไม่หลับร่างกายก็จะเกิดภาวะหงุดหงิดกระวนกระวายใจ  และมีความต่างศักย์กระแสอย่างที่เป็น ซึ่งสาเหตุของการนอนไม่หลับอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเป็นต้น   สาเหตุของการนอนไม่หลับมีดังนี้ ปัจจัยทางด้านร่างกาย  ที่ทำให้เรานอนไม่หลับมักจะมีการเจ็บป่วยของโรคหรือการเจ็บปวดตามร่างกายหรืออวัยวะต่างๆจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือความรู้สึกไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับเช่นโรคกระเพาะ ไมเกรน อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ หรือบางคนอาจจะเป็นโรคหายใจผิดปกติขณะหลับ รวมไปถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จนทำให้เรา ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกในบางครั้ง ที่สมองสั่งให้ร่างกายหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปและทำให้เราอื่นจนนอนไม่หลับอีกทีในที่สุด   ปัจจัยทางด้านจิตใจ  ก็ส่งผลทำให้เรานอนไม่หลับได้เช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเครียดความวิตกกังวลต่างๆบางคนอาจจะเป็นเรื่องงานในที่ทำงาน บางคนอาจจะมีเรื่องกลุ้มใจเกี่ยวกับปัญหาด้านความรัก จนทำให้เกิดความรู้สึกซึมเศร้าวิตกกังวลและหดหู่มากจนเกินไปทำให้ความดันในร่างกายผิดปกติตามไปด้วย หรือบางคนอาจจะมีภาวะดีใจรวมกับการตื่นเต้นทำให้เกิดการประมาทและมีความตึงเครียดปนด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในร่างกายจนไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ   ปัจจัยภายนอกซึ่งส่งผลทำให้เรานอนไม่หลับก็มีมากมายเช่นกัน  ยกตัวอย่างเช่น เสียงดังรบกวนแสงสว่างในห้องมีมากเกินไป  หรือแสงสว่างภายนอกห้องที่ส่องเข้ามาภายในห้องมากเกินไป การที่เราต้องรับรู้กลิ่นต่างๆ จนรบกวนสมาธิ รบกวนประสาทสัมผัสในการนอนหลับ เป็นต้น   และไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่เกิดจากปัจจัยภายนอกหรือภายในก็ตามเราควรที่จะหาวิธีป้องกันและผ่อนคลายความตึงเครียดไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะนอนไม่หลับนานจนเกินไปซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆตามมาได้อย่างง่ายดายเนื่องจากร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานโรคของเราก็ต่ำลงจากการไม่ได้พักผ่อนนั่นเอง

get_footer();