ทานมื้อก่อนนอนอย่างไรไม่ให้อ้วน - Sleep Calculator

ทานมื้อก่อนนอนอย่างไรไม่ให้อ้วน

มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 519502656 คน
ทานอาหารยังไงไม่ให้อ้วน

ทานอาหารยังไงไม่ให้อ้วน

สิ่งที่คุณทานและเวลาที่คุณทานในมื้อสุดท้ายของวันจะส่งผลอย่างมากต่อการเผาผลาญไขมันและการสร้างกล้ามเนื้อของคุณ ถ้าคุณทานสิ่งที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสมมันจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันให้กับคุณ แต่ถ้าคุณทานมื้อสุดท้ายไม่ถูกต้องสิ่งที่ตามมาอาจจะเป็นความอ้วนแทน  เพื่อการลดน้ำหนักอย่างได้ผล คุณไม่ควรทานอาหาร 2-3 ช.ม. ก่อนนอน คุณไม่ควรปล่อยให้รู้ซึกหิวโซตอนเข้านอน แต่ควรรู้สึกหิวเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าคุณต้องการลดความอ้วน การปล่อยให้รู้สึกหิวเล็กน้อยก่อนนอนนับว่าเป็นเรื่องดี เพราะร่างกายจะเผาผลาญไขมันบางส่วนระหว่างที่คุณหลับ

 

ถ้าคุณทานใกล้เวลานอนมากๆ หรืออิ่มมากๆ ร่างการของคุณจะไม่นำไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงาน แต่จะเก็บสะสมไขมันเพิ่มเติม ทุกครั้งที่คุณทานอาหาร ร่างกายของคุณจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน แต่หากคุณทานอาหารช่วงก่อนนอนอัตราการเผาผลาญจะเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยิ่งหากคุณหลับไปแล้วอัตราการเผาผลาญพลังงานจะต่ำลงมาก ทำไมการทานอาหารก่อนนอนถึงไม่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญเหมือนเดิมล่ะ นั้นเป็นเพราะว่าระบบในร่างกายของคุณเตรียมพร้อมที่จะนอนแล้ว อัตราการเผาพลาญจึงเพิ่มได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อคุณหลับร่างกายจะใช้พลังงานต่ำมากๆ

 

เชื่อหรือไม่ว่าการทานอาหารก่อนนอนส่งผลต่อการใช้พลังงานในวันต่อมา เช่นคุณทานแซนด์วิชซักชิ้นตอน 3 ทุ่ม และเข้านอนตอน 4 ทุ่ม วันรุ่งขึ้นคุณตื่น 8 โมงเช้า คุณจะยังรู้สึกอิ่มจากแซนด์วิชเมื่อคืนที่คุณได้ทาน ทำให้มีโอกาสที่คุณจะไม่ทานอาหารเช้าเพราะคุณไม่รู้สึกหิว และคุณจะเสียโอกาสกระตุ้นระบบเผาผลาญในเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุดไป

 

การทานอาหารปริมาณมาก โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตจะเพิ่มการสะสมไขมัน

 

การทานคาร์โบไฮเดรตที่มีค่า  Glycemic index สูง (คาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมเร็ว) เช่น พาสต้า, มันฝรั่ง, ข้าวขาว, น้ำตาล ฯลฯ ในเวลาก่อนนอนเร่งระดับอินซูลินในร่างกาย และลดการสร้าง Human Growth Hormone (HGH) ลง

 

การทานอาหารก่อนนอนเป็นเรื่องที่แย่มากเพราะ โอกาส 80% ของการเผาผลาญไขมันและสร้างกล้ามเนื้อจะเสียไป

 

สมมุติว่าคุณงดอาหารเป็นเวลา 11 ช.ม. (ตั้งแต่ 2 ทุ่ม – 7โมงเช้า) ร่างกายของคุณจะเริ่มเผาผลาญไขมันประมาณชั่วโมงที่ 5 (ตี 1) และจะเผาผลาญไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะตื่น

 

ต่อไปนี้คือเทคนิคเล็กน้อยที่คุณจะทานมื้อสุดท้ายของแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ทานอาหารก่อนนอน 3 ช.ม. คุณจะมีเวลาส่วนหนึ่งเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะใช้พลังงานจากอาหารมื้อนี้ และจะเข้านอนโดยที่ไม่รู้สึกหิวโซ ระหว่างวันคุณควรทานอาหารบ่อยๆ (ควรห่างกัน 3 ช.ม.) ปริมาณน้อยๆ และต้องเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อลดอาการหิวในเวลากลางคืน มื้อสุดท้ายของวันควรเป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ (เช่น อกไก่ย่าง) , อาหารที่ให้พลังงานต่ำ และคาร์โบไฮเดรตที่ให้กากใยสูง เช่น ผักและผลไม้ คุณควรหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตประเภทแป้งทั้งหมด เช่น ขนมปัง, พาสต้า, ข้าว, มันฝรั่ง ฯลฯ

 

การทานคาร์โบไฮเดรตที่ถูกต้องสำหรับมื้อนี้ คือ คุณควรทานคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ต้องแน่ใจว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยสูง, มีค่า Glycemic  index ต่ำ (ดูดซึมช้า) เช่น Apple, เบอร์รี่, ลูกพีช (ลูกท้อ), ลูกพลับ (ลูกพรุน หรือลูกไหน), ธัญพืช, ผักสด, น้ำผัก เป็นต้น

 

Glycemic  Index (GI)  หรือ ดัชนีน้ำตาล คือ ค่าที่ทำให้เราทราบว่า อาหารที่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตต่างๆนั้นสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้มากน้อยต่างกันแค่ไหน ซึ่งวัดจากระดับน้ำตาลในเลือดหลังทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 50 กรัม เทียบกับน้ำตาลกลูโคสหรือขนมปังขาวที่เป็นค่ามาตรฐานคือ 100.

ถ้าคุณเป็นคนที่ฝึกเพาะกายหรือเล่นเวทเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมื้อนี้ คือ Low-fat cottage cheese ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีนเคซีนที่ดูดซึมช้า ซึ่งไม่ควรเติมน้ำตาลหรือผลไม่รสหวานลงไป

 

รับประทานอาหารน้อยปริมาณแต่มากมื้อ. รับประทานในช่วงเวลาปกติเพื่อไม่ให้รู้สึกหิวจนเกินไปจนทำให้ตอนได้รับประทานก็ทานในปริมาณมากเกินพอดี ร่างกายคุณจะเริ่มหิวในเวลาก่อนที่กำหนดไว้ให้รับประทานเพราะคุณได้ทำให้มันเป็นกิจวัตรต่อเนื่อง

 

พยายามรับประทานมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อค่ำ มื้อหลังออกกำลังกาย ก่อนนอน (อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน) และมีอาหารว่างในระหว่างมื้อสองครั้ง อาหารว่างสามารถรวมไปถึงถั่วหรือเมล็ดธัญพืชไปจนถึงผักหรือผลไม้สักครึ่งซีก

 

ถ้าคุณพยายามจะสร้างกล้ามเนื้อ และ ลดน้ำหนัก ให้ข้ามมื้อก่อนนอนซะ การรับประทานก่อนเข้านอนจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนอาหารที่ไม่ได้เผาผลาญไปให้กลายเป็นไขมัน แทนที่จะเป็นพลังงานหรือกล้ามเนื้อ ระบบเผาผลาญของร่างกายจะปิดตัวเองลงก่อนจะถึงเวลานอน

 

บทความต่อไป
สาเหตุนอนไม่หลับ
บอกลาปัญหานอนไม่หลับจะท่ากายภาพบำบัดที่คุณก็ทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน

การนอนไม่หลับถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลายคนเพราะการนอนไม่หลับทำให้เราหงุดหงิด เมื่อเราไม่สามารถสั่งให้ร่างกายเราหลับ ตามที่เราต้องการได้ ทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเลยไปบางทีตี 1 ตี 2 บางทีจนตี 3 ก็ยังนอนไม่หลับถึงแม้ว่าร่างกายเราจะเรียกร้องให้เราหลับไปตาม การทำงานของนาฬิกาชีวิตก็ตามดังนั้นปัญหาการนอนไม่หลับจึงทำให้หลายคนรู้สึกทรมานกับอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นทุกคืน นอกจากนี้ หลายคนยังเกิดเป็นโรค หยุดหายใจขณะหลับซึ่งเกิดจากการนอนกรน ซึ่งการนอนกรน ก็เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดการนอนไม่หลับได้เช่นกัน ดังนั้นทางการนอนไม่หลับ อาการนอนกรน และโรคหยุดหายใจขณะหลับจึงเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การที่เราเป็นอย่างหนึ่งก็มักจะทำให้เกิดโรคอีกอย่างหนึ่งในนี้วนเวียนกันอยู่เรื่อยไปดังนั้น แก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้เราจึงสามารถทำได้ด้วยการใช้ท่านอนที่มีผลต่อการไหลเวียนอากาศ ในร่างกายได้ดีช่วยให้เรานอนหลับสบายไม่เกิดอาการกรนและไม่เกิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อีกด้วย   ท่ากายภาพ ที่มีผลต่อการนอนหลับและการหยุดหายใจขณะหลับ   การนอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศา เป็นท่านอนหงายที่ได้จากการวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้ที่มีอาการต่างๆข้างต้นซึ่งพบว่าท่านอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศานี้เป็นท่านอนที่มีภาวะต้านการหายใจน้อยที่สุดและรองลงมาคือการนอนตะแคงซ้ายและนอนตะแคงขวาซึ่งได้ผลไม่ต่างกันมากนักส่วนการนอนหงายราบกับพื้นเป็นท่านอนที่เราควรหลีกเลี่ยงเพราะท่านี้จะมีผล ทำให้เกิดการต้านการหายใจมากที่สุดนั่นเอง   ดังนั้นถ้าหากเราจะทำการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่คิดว่าอาจจะเป็นโรคนี้ จึงควรที่จะเปลี่ยนท่านอนจากที่เคยนอนอยู่เดิมมาทดลองนอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศาโดยที่ หนุนด้วยหมอนที่ไล่ระดับลงมาจากส่วนที่หนุนศีรษะสูงที่สุดมายังต้นคอและไหล่โดยที่ควรจะมีหมอนใบเล็กรองรับข้อพับเข่าอีกใบหนึ่งเพื่อไม่ให้กระดูกสันหลังและคอคดงอ การนอนแบบนี้จะเป็นท่านอนที่ช่วยให้ทางเดินหายใจของเราเปิดโล่ง ซึ่งปัญหาของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เรามักจะทราบกันเป็นอย่างดีเสมอก็คือมีสาเหตุมาจากการที่ลำคอเราบีบแคบลงหรือตีบตันหรือเกิดจากการที่ลิ้นไก่ห้อยตัวลงมาปิดช่องทางเดินหายใจซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากการที่เรานอนหงายราบกับพื้นดังนั้นการนอนแบบเอนหลัง 30 องศาจึงเป็นท่านอนที่ดีที่จะช่วยลดปัญหาและลดสาเหตุต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

อาการนอนไม่หลับ
การนอนไม่หลับ กับเครื่องดื่มดีๆที่ช่วยคุณได้

การนอนไม่หลับอาจจะฟังดูเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับหลายคนที่ไม่เคยเกิดสภาวะนี้เกิดขึ้นกับร่างกายเราตลอดเวลาเรานอนหลับอย่างเป็นปกติและนอนหลับดีตลอดมาแต่สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับบ่อยๆเมื่อฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนุกเอาซะเลย  เพราะการนอนไม่หลับถือเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนตามเวลาของนาฬิกาชีวิต   แต่เรากลับยังไม่รู้สึกง่วงหรือพยายามข่มตานอนแล้วแต่ก็นอนไม่หลับสักที  ซึ่งการนอนไม่หลับยังส่งผลทำให้เรารู้สึกเพลียตลอดทั้งวัน ไม่สดชื่นไม่สดใสตามที่ควรจะเป็น  อีกทั้งยังทำร้ายผิวพรรณ  ทำให้ความจำเราไม่มีประสิทธิภาพ  หรือพูดง่ายๆว่าความจำเราลดน้อยลง กระบวนการเรียนรู้และตอบสนองช้าลง  คิดช้าลงและมีอาการหงุดหงิดง่ายมากขึ้นอีกด้วยที่สำคัญก็คืออาจจะทำให้เกิดอาการหลับใน  ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งและเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหรือเดินทางอยู่บ่อยๆ  และการนอนไม่หลับนี้ยังส่งผลทำให้หลอดเลือดสมองตีบ  เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้เร็วกว่าคนปกติ  นอกจากนี้ยังทำให้เป็นโรคอื่นๆ  ตามมาได้อย่างง่ายดายมากอีกด้วย   ซึ่งถือได้ว่าการนอนไม่หลับไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาการเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ผลเสียที่ตามมาอีกมากมายทำให้การนอนหลับกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว  ดังนั้น  วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการที่จะช่วยให้เรานอนหลับง่ายขึ้นสบายมากยิ่งขึ้นต้องทำอย่างไรบ้าง   แก้ปัญหาการนอนไม่หลับ วิธีการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับสามารถทำได้อย่างหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลดความตึงเครียดด้วยการผ่อนคลายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้ออยู่ค่ะเบาๆก่อนนอนก็สามารถช่วยได้รวมไปถึงการที่เราได้หัวเราะกับเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆตามสภาวะอารมณ์ให้เป็นบวกก็ทำให้เราผ่อนคลายจากเรื่องตึงเครียดทั้งหลายและทำให้หลับสบายได้มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังมีเรื่องของการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่จะช่วยให้เรานอนหลับสบายและหลับได้ง่ายมากยิ่งขึ้นดังนี้   การดื่มชาสมุนไพรอุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาขาว แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นแนะนำให้ดื่มชาดอกคาโมมายซึ่งจะทำให้เราผ่อนคลายจากกลิ่นอ่อนๆของดอกคาโมมายช่วยให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้น   น้ําเชอรี่ทาร์ต  ถือได้ว่าเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเพราะน้ำตาลน้อยซึ่งถ้าหากเราจะดื่มน้ำผลไม้ก่อนนอนประเภทอื่นๆอย่างเช่นน้ำส้มซึ่งเต็มไปด้วยวิตามินซีแต่ก็จะมีน้ำตาลสูงมากอาจจะทำให้ร่างกายเราตื่นตัวมากยิ่งขึ้นจากภาวะที่ร่างกายได้รับน้ำตาลเข้าไปทำให้ร่างกายตื่นตัวดังนั้นลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำ Cherryทาร์ต ก็จะสามารถช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้นและไม่ต้องกังวลกับการตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อที่จะลุกเข้าห้องน้ำนั่นเอง   นมอุ่นๆเป็นเครื่องดื่มที่เกิดมาเพื่อปราบการนอนไม่หลับเพราะมีคาร์โบไฮเดรตอีกทั้งการที่ร่างกายได้รับอะไรอุ่นๆจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นและเมื่อร่างกายต้องทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตก็จะทำให้เรารู้สึกง่วงได้ง่ายมากยิ่งขึ้นจึงทำให้เรานอนหลับสบาย

สาเหตุอาการนอนไม่หลับ
ความกังวลใจทำให้นอนไม่หลับ กลายเป็นภัยร้าย ทำลายสุขภาพ

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ สำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายความแข็งแรงและภูมิต้านทานซึ่งบางคนอาจจะต้องการการนอนหลับอย่างเต็มที่เพียงแค่ 4 ชั่วโมงบางคนอาจจะต้องการมากถึง 6 และ 8 ชั่วโมงตามลำดับเพื่อซ่อมแซมส่วนสึกหรอต่างๆของร่างกาย แต่ยังมีอีกหลายคนที่เกิดอาการ นอนยากหรือเป็นโรคนอนไม่หลับ  เรามักจะพบว่าอาการส่วนใหญ่มักจะมีความรู้สึกกระสับกระส่าย กระวนกระวายใจ  กว่าที่จะนอนหลับลงได้ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและสิ่งที่สำคัญคือเราไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่นิดเดียว  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันมักจะเป็นสิ่งที่สวนทางกับความต้องการของนาฬิกาชีวิตนั่นก็คือ  เมื่อถึงเวลากลางคืนร่างกายต้องได้รับการนอนและการหลับ แต่เมื่อเรานอนไม่หลับร่างกายก็จะเกิดภาวะหงุดหงิดกระวนกระวายใจ  และมีความต่างศักย์กระแสอย่างที่เป็น ซึ่งสาเหตุของการนอนไม่หลับอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเป็นต้น   สาเหตุของการนอนไม่หลับมีดังนี้ ปัจจัยทางด้านร่างกาย  ที่ทำให้เรานอนไม่หลับมักจะมีการเจ็บป่วยของโรคหรือการเจ็บปวดตามร่างกายหรืออวัยวะต่างๆจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือความรู้สึกไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับเช่นโรคกระเพาะ ไมเกรน อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ หรือบางคนอาจจะเป็นโรคหายใจผิดปกติขณะหลับ รวมไปถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จนทำให้เรา ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกในบางครั้ง ที่สมองสั่งให้ร่างกายหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปและทำให้เราอื่นจนนอนไม่หลับอีกทีในที่สุด   ปัจจัยทางด้านจิตใจ  ก็ส่งผลทำให้เรานอนไม่หลับได้เช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเครียดความวิตกกังวลต่างๆบางคนอาจจะเป็นเรื่องงานในที่ทำงาน บางคนอาจจะมีเรื่องกลุ้มใจเกี่ยวกับปัญหาด้านความรัก จนทำให้เกิดความรู้สึกซึมเศร้าวิตกกังวลและหดหู่มากจนเกินไปทำให้ความดันในร่างกายผิดปกติตามไปด้วย หรือบางคนอาจจะมีภาวะดีใจรวมกับการตื่นเต้นทำให้เกิดการประมาทและมีความตึงเครียดปนด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในร่างกายจนไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ   ปัจจัยภายนอกซึ่งส่งผลทำให้เรานอนไม่หลับก็มีมากมายเช่นกัน  ยกตัวอย่างเช่น เสียงดังรบกวนแสงสว่างในห้องมีมากเกินไป  หรือแสงสว่างภายนอกห้องที่ส่องเข้ามาภายในห้องมากเกินไป การที่เราต้องรับรู้กลิ่นต่างๆ จนรบกวนสมาธิ รบกวนประสาทสัมผัสในการนอนหลับ เป็นต้น   และไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่เกิดจากปัจจัยภายนอกหรือภายในก็ตามเราควรที่จะหาวิธีป้องกันและผ่อนคลายความตึงเครียดไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะนอนไม่หลับนานจนเกินไปซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆตามมาได้อย่างง่ายดายเนื่องจากร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานโรคของเราก็ต่ำลงจากการไม่ได้พักผ่อนนั่นเอง

get_footer();