นอนให้ “พอดี” กับ “อายุ” - Sleep Calculator

นอนให้ “พอดี” กับ “อายุ”

มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 902163060 คน

รับทราบกันทั่วไปทั้งคนเด็ก แก่ สาวหนุ่ม ชายหญิง ต้องหลับต้องนอน การนอนเป็นการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายและสมอง การนอนไม่พอ นอนหลับแต่ไม่ลึก ไม่มีคุณภาพ การนอนหลับในตอนกลางคืน เป็นสิ่งที่คนทุกวัยทำเป็นประจำ แต่เรามักไม่เคยรู้เลยว่า ควรใช้เวลานอนให้เหมาะสมกับวัยของเราด้วย มาสำรวจตัวเองกันหน่อยว่า วัยอย่างเรา ๆ นี้ควรนอนตอนกลางคืนนานแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามีประสิทธิภาพในการนอนที่ดี

 

การนอนเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ชื่นชอบ และมักจะคิดว่านอนตอนไหนก็ได้ ขอแค่นอนให้ครบ 8 ชั่วโมงก็แล้วกัน ผลที่ตามมาก็คือ หลังตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่นเอาซะเลย หากใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ทุกวัน ขอบอกไว้เลยว่า การนอนนั้นมีเงื่อนไขมากกว่านั้นอีก เพราะจากข้อมูลขององค์กร National Sleep Foundation บอกเอาไว้ว่า การนอนหลับในตอนกลางคืนที่ได้ประสิทธิภาพนั้น เราควรใช้เวลาในการนอนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพราะพัฒนาการของร่างกายของคนแต่ละวัยไม่เหมือนกัน มาลองอ่านกันดีกว่าว่า ในแต่ละคืนนั้น เราใช้เวลานอนเหมาะสมกับวัยตัวเองแล้วหรือไม่

 

 

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา ระบุระยะเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสม โดยแบ่งตามอายุ ดังนี้

เด็กแรกเกิด วัย 0-3 เดือน

  •  ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 14-17 ชั่วโมง
  •  สามารถนอนน้อยกว่า 14 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง (11-13 ชั่วโมง)
  •   สามารถนอนเกิน 17 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง (18-19 ชั่วโมง)

 

สำหรับทารก วัย 4-11 เดือน

  •  ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 12-15 ชั่วโมง
  •  สามารถนอนน้อยกว่า 12 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง (10-11 ชั่วโมง)
  •  สามารถนอนเกิน 15 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง (16-18 ชั่วโมง)

 เด็กวัยกำลังหัดเดิน อายุ 1-2 ขวบ

  • ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 11-14 ชั่วโมง
  • สามารถนอนน้อยกว่า 11 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง (9-10 ชั่วโมง)
  •  สามารถนอนเกิน 14 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง (15-16 ชั่วโมง)

สำหรับวัยอนุบาล อายุ 3-5 ขวบ

  • ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 10-13 ชั่วโมง
  • สามารถนอนน้อยกว่า 10 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง (8-9 ชั่วโมง)
  • สามารถนอนเกิน 13 ชั่วโมงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง (14 ชั่วโมง)

 สำหรับวัยประถม อายุ 6-13 ปี

  • ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 9-11 ชั่วโมง
  • สามารถนอนน้อยกว่า 9 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง (7-8 ชั่วโมง)
  • สามารถนอนเกิน 11 ชั่วโมงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง (12 ชั่วโมง)

 วัยรุ่น อายุ 14-17 ปี

  • ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 7-9 ชั่วโมง
  • สามารถนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง (6 ชั่วโมง)
  • สามารถนอนเกิน 9 ชั่วโมงได้ประมาณ 2 ชั่วโมง (10-11 ชั่วโมง)

 วัยผู้ใหญ่ อายุ 26-64 ปี

  • ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 7-9 ชั่วโมง
  • สามารถนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง (6 ชั่วโมง)
  • สามารถนอนเกิน 9 ชั่วโมงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง (10 ชั่วโมง)

 วัยสูงอายุ อายุ 65 ปีขึ้นไป

  • ชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือ 7-8 ชั่วโมง
  • สามารถนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง (5-6 ชั่วโมง)
  • สามารถนอนเกิน 8 ชั่วโมงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง (9 ชั่วโมง) – วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง

นี่คือระยะเวลาที่แนะนำว่าดีต่อร่างกายมากที่สุด สามารถ บวกลบ 1 ชั่วโมงได้บ้างในบางกรณีค่ะ เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน สามารถนอนได้ 6 หรือ 10 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้แปลว่านอนน้อย หรือมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะนอนได้ครบจำนวนชั่วโมงตามที่ค่าเฉลี่ยกำหนดแล้ว ก็ไม่ควรละเลยเรื่องปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่ทำให้เรานอนหลับไม่สนิทด้วย ซึ่งความจริงแล้ว เงื่อนไขในการนอนให้ได้สุขภาพนั้นก็มีเพียงข้อเดียวค่ะคือ ทำให้เราสบายตัวที่สุดในเวลานอน เพราะการนอนหลับโดยที่ไม่ถูกรบกวนใด ๆ นั้น จะทำให้เราตื่นนอนมาด้วยความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าค่ะ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพแล้ว

 

จะเห็นได้ว่า ที่เราอาจจะเคยเรียนกันมาแต่ก่อนว่า นอน 6-8 ชั่วโมงจะเพียงพอ จริงๆ แล้วใครที่นอนต่ำกว่า 6 ชั่วโมงอยู่บ่อยๆ อาจจะกลายเป็นว่ากำลังจะนอนไม่เพียงพอ ยิ่งนอนไม่เพียงพอติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลถึงสุขภาพในระยะยาวได้

บทความที่น่าสนใจ
พฤติกรรมที่ควรเลิกทำก่อนนอน เพราะอาจทำเกิดปัญหาเรื่องกการนอนหลับ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ปัญหาเรื่องการนอนหลับ ได้เข้ามารบกวนการดำเนินชีวิตของใครหลาย ๆ คน ทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงาน และสุขภาพในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการนอนดังกล่าวอาจสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราได้ทำก่อนเข้านอน วันนี้เราจึงอยากให้ทุกคนลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองดูว่า เข้าข่าย “พฤติกรรมที่ควรเลิกทำก่อนนอน” หรือไม่ ตามไปดูกันได้เลยค่ะ การเล่นโทรศัพท์มือถือ แน่นอนในทุกวันนี้พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว แต่เราขอเตือนว่าในช่วงเวลาก่อนนอนหรือตอนที่เราปิดไฟกำลังเข้านอนแล้ว ไม่ควรใช้อุปกรณ์เหล่านี้อีก เพราะการแจ้งเตือนต่าง ๆ จะรบกวนช่วงเวลาเคลิ้มหลับของเรา ทำให้เราไม่สามารถข่มตาหลับได้ หรือลองจิตนาการว่าคุณได้หลับไปแล้ว แต่ต้องตื่นขึ้นกลางดึกเพราะมีเสียงแจ้งเตือนดังมาจากมือถือ ดังนั้นคำแนะนำของเราคือควรหยุดการเล่นมือถือก่อนเข้านอนประมาณ 30 นาที และปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ เพื่อที่คุณจะได้หลับโดยไม่มีอะไรมารบกวน การออกกำลังกายอย่างหนัก การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่การออกกำลังกายอย่างหนักก่อนนอนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน เพราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ร่างกายต้องทำงานอย่างหนัก และอยู่ในสภาวะตื่นตัว กว่าร่างกายจะเข้าสู่โหมดพักผ่อนนั้นจะค่อนข้างกินเวลา ทางที่ดีควรออกกำลังกายก่อนเวลานอนปกติประมาณ 3 ชั่วโมง ไม่อาบน้ำก่อนนอน เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับมลภาวะต่าง ๆ มาตลอดทั้งวัน และยังมีคราบเหงื่อไคลรวมถึงเชื้อโรค ทางทีดีเราควรชำระล้างร่างกายก่อนนอน เพื่อทำให้รู้สึกสบายตัว และไม่ทำให้เตียงของเรากลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรค นอกจากนี้การอาบน้ำอุ่นก่อนนอนจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกสบายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ควรเลือกอาบน้ำ/แช่น้ำอุ่นก่อนนอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพราะการอาบน้ำอุ่นและเข้านอนทันที อาจทำให้คุณนอนไม่หลับได้ เพราะน้ำอุ่นจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายตื่นตัวจนไม่สามารถข่มตานอนได้นั่นเอง […]

สาเหตุนอนไม่หลับ
บอกลาปัญหานอนไม่หลับจะท่ากายภาพบำบัดที่คุณก็ทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน

การนอนไม่หลับถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลายคนเพราะการนอนไม่หลับทำให้เราหงุดหงิด เมื่อเราไม่สามารถสั่งให้ร่างกายเราหลับ ตามที่เราต้องการได้ ทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเลยไปบางทีตี 1 ตี 2 บางทีจนตี 3 ก็ยังนอนไม่หลับถึงแม้ว่าร่างกายเราจะเรียกร้องให้เราหลับไปตาม การทำงานของนาฬิกาชีวิตก็ตามดังนั้นปัญหาการนอนไม่หลับจึงทำให้หลายคนรู้สึกทรมานกับอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นทุกคืน นอกจากนี้ หลายคนยังเกิดเป็นโรค หยุดหายใจขณะหลับซึ่งเกิดจากการนอนกรน ซึ่งการนอนกรน ก็เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดการนอนไม่หลับได้เช่นกัน ดังนั้นทางการนอนไม่หลับ อาการนอนกรน และโรคหยุดหายใจขณะหลับจึงเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การที่เราเป็นอย่างหนึ่งก็มักจะทำให้เกิดโรคอีกอย่างหนึ่งในนี้วนเวียนกันอยู่เรื่อยไปดังนั้น แก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้เราจึงสามารถทำได้ด้วยการใช้ท่านอนที่มีผลต่อการไหลเวียนอากาศ ในร่างกายได้ดีช่วยให้เรานอนหลับสบายไม่เกิดอาการกรนและไม่เกิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อีกด้วย   ท่ากายภาพ ที่มีผลต่อการนอนหลับและการหยุดหายใจขณะหลับ   การนอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศา เป็นท่านอนหงายที่ได้จากการวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้ที่มีอาการต่างๆข้างต้นซึ่งพบว่าท่านอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศานี้เป็นท่านอนที่มีภาวะต้านการหายใจน้อยที่สุดและรองลงมาคือการนอนตะแคงซ้ายและนอนตะแคงขวาซึ่งได้ผลไม่ต่างกันมากนักส่วนการนอนหงายราบกับพื้นเป็นท่านอนที่เราควรหลีกเลี่ยงเพราะท่านี้จะมีผล ทำให้เกิดการต้านการหายใจมากที่สุดนั่นเอง   ดังนั้นถ้าหากเราจะทำการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่คิดว่าอาจจะเป็นโรคนี้ จึงควรที่จะเปลี่ยนท่านอนจากที่เคยนอนอยู่เดิมมาทดลองนอนหงายแบบเอนหลัง 30 องศาโดยที่ หนุนด้วยหมอนที่ไล่ระดับลงมาจากส่วนที่หนุนศีรษะสูงที่สุดมายังต้นคอและไหล่โดยที่ควรจะมีหมอนใบเล็กรองรับข้อพับเข่าอีกใบหนึ่งเพื่อไม่ให้กระดูกสันหลังและคอคดงอ การนอนแบบนี้จะเป็นท่านอนที่ช่วยให้ทางเดินหายใจของเราเปิดโล่ง ซึ่งปัญหาของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เรามักจะทราบกันเป็นอย่างดีเสมอก็คือมีสาเหตุมาจากการที่ลำคอเราบีบแคบลงหรือตีบตันหรือเกิดจากการที่ลิ้นไก่ห้อยตัวลงมาปิดช่องทางเดินหายใจซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากการที่เรานอนหงายราบกับพื้นดังนั้นการนอนแบบเอนหลัง 30 องศาจึงเป็นท่านอนที่ดีที่จะช่วยลดปัญหาและลดสาเหตุต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

อาการนอนไม่หลับ
การนอนไม่หลับ กับเครื่องดื่มดีๆที่ช่วยคุณได้

การนอนไม่หลับอาจจะฟังดูเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับหลายคนที่ไม่เคยเกิดสภาวะนี้เกิดขึ้นกับร่างกายเราตลอดเวลาเรานอนหลับอย่างเป็นปกติและนอนหลับดีตลอดมาแต่สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับบ่อยๆเมื่อฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนุกเอาซะเลย  เพราะการนอนไม่หลับถือเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนตามเวลาของนาฬิกาชีวิต   แต่เรากลับยังไม่รู้สึกง่วงหรือพยายามข่มตานอนแล้วแต่ก็นอนไม่หลับสักที  ซึ่งการนอนไม่หลับยังส่งผลทำให้เรารู้สึกเพลียตลอดทั้งวัน ไม่สดชื่นไม่สดใสตามที่ควรจะเป็น  อีกทั้งยังทำร้ายผิวพรรณ  ทำให้ความจำเราไม่มีประสิทธิภาพ  หรือพูดง่ายๆว่าความจำเราลดน้อยลง กระบวนการเรียนรู้และตอบสนองช้าลง  คิดช้าลงและมีอาการหงุดหงิดง่ายมากขึ้นอีกด้วยที่สำคัญก็คืออาจจะทำให้เกิดอาการหลับใน  ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งและเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหรือเดินทางอยู่บ่อยๆ  และการนอนไม่หลับนี้ยังส่งผลทำให้หลอดเลือดสมองตีบ  เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้เร็วกว่าคนปกติ  นอกจากนี้ยังทำให้เป็นโรคอื่นๆ  ตามมาได้อย่างง่ายดายมากอีกด้วย   ซึ่งถือได้ว่าการนอนไม่หลับไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาการเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ผลเสียที่ตามมาอีกมากมายทำให้การนอนหลับกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว  ดังนั้น  วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการที่จะช่วยให้เรานอนหลับง่ายขึ้นสบายมากยิ่งขึ้นต้องทำอย่างไรบ้าง   แก้ปัญหาการนอนไม่หลับ วิธีการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับสามารถทำได้อย่างหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลดความตึงเครียดด้วยการผ่อนคลายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้ออยู่ค่ะเบาๆก่อนนอนก็สามารถช่วยได้รวมไปถึงการที่เราได้หัวเราะกับเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆตามสภาวะอารมณ์ให้เป็นบวกก็ทำให้เราผ่อนคลายจากเรื่องตึงเครียดทั้งหลายและทำให้หลับสบายได้มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังมีเรื่องของการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่จะช่วยให้เรานอนหลับสบายและหลับได้ง่ายมากยิ่งขึ้นดังนี้   การดื่มชาสมุนไพรอุ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาขาว แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นแนะนำให้ดื่มชาดอกคาโมมายซึ่งจะทำให้เราผ่อนคลายจากกลิ่นอ่อนๆของดอกคาโมมายช่วยให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้น   น้ําเชอรี่ทาร์ต  ถือได้ว่าเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเพราะน้ำตาลน้อยซึ่งถ้าหากเราจะดื่มน้ำผลไม้ก่อนนอนประเภทอื่นๆอย่างเช่นน้ำส้มซึ่งเต็มไปด้วยวิตามินซีแต่ก็จะมีน้ำตาลสูงมากอาจจะทำให้ร่างกายเราตื่นตัวมากยิ่งขึ้นจากภาวะที่ร่างกายได้รับน้ำตาลเข้าไปทำให้ร่างกายตื่นตัวดังนั้นลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำ Cherryทาร์ต ก็จะสามารถช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้นและไม่ต้องกังวลกับการตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อที่จะลุกเข้าห้องน้ำนั่นเอง   นมอุ่นๆเป็นเครื่องดื่มที่เกิดมาเพื่อปราบการนอนไม่หลับเพราะมีคาร์โบไฮเดรตอีกทั้งการที่ร่างกายได้รับอะไรอุ่นๆจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นและเมื่อร่างกายต้องทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตก็จะทำให้เรารู้สึกง่วงได้ง่ายมากยิ่งขึ้นจึงทำให้เรานอนหลับสบาย