นอนหลับคืนละ 7 ชม.ดีกว่า 8 ชม.อย่างที่เคยเชื่อกันจริงหรือ?….

ร่างกายของคนเราทุกคนต้องนอนหลับพักผ่อนตามตารางของนาฬิกาชีวิต แต่จะหลับอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพมากที่สุด แล้วตื่นมาพร้อมความรู้สึกสดชื่น

 

ศาสตราจารย์ Shawn Youngstedt  แห่ง College of Nursing and Health Innovation ที่มหาวิทยาลัย Arizona State ระบุว่าจากการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าคนที่นอนวันละ 7 ชม.มีอัตราการเสียชีวิตและอัตราเจ็บป่วยน้อยที่สุด ส่วนคนที่นอนวันละ 8 ชม.มีโอกาสเกิดโรคต่างๆมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับรายงานบางชิ้นก่อนหน้านี้ว่า การนอนมากเกินไปทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน มากขึ้น

โรคเบาหวาน

การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้เช่นกัน (โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ก็ยิ่งเสี่ยงหนัก) เพราะหากเรานอนไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และอินซูลิน ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินอีกด้วย ใครที่ยังไม่เป็นให้ระวัง ใครที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวัง เพราะส่งผลกระทบต่อการรักษาอย่างมาก

โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคเริ่มอันตรายและร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การที่เรานอนหลับไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้มีสารโปรตีนเข้ามาเกาะสะสมที่หัวใจมากขึ้น จนทำให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตันได้ แถมยังมีโอกาสที่ความดันโลหิตจะพุ่งสูงขึ้น จนเสี่ยงโรคอื่นๆ ตามมาอีกเพียบ ทั้งเส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก ที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

 

จากรายงานของศาสตราจารย์ Daniel Kripke แห่ง University of California San Diego เมื่อ 10 ปีก่อน รวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 1 ล้านคนเป็นเวลา 6 ปี พบว่าคนที่นอนวันละ 6.5 – 7.4 ชม.มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าคนที่นอนน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น และเมื่อปี ค.ศ 2011 ศาสตราจารย์ Daniel Kripke ได้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่แคบลง คือสตรีสูงวัยราว 450 คน พบว่าสตรีที่นอนน้อยกว่า 5 ชม.ต่อคืน หรือมากกว่า 6.5 ชม.ต่อคืน มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า

 

แต่ผู้วิจารณ์บางคนชี้ว่า อาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อผลการวิจัย เช่นปัจจัยด้านความเจ็บป่วย ซึ่งทำให้กลุ่มตัวอย่างใช้เวลานอนบนเตียงนอนนานกว่าคนทั่วไป บางคนชั่วโมงการนอนหลับสั้น แต่คุณภาพของการหลับได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยภายในร่ายกายทางด้านพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องและการปรับตัวของร่างกาย ส่วนคนที่ชั่วโมงการนอนเยอะแต่ตื่นมาแล้วกลับไม่สดชื่นนั้น  เป็นเพราะนอนได้แค่ระยะหลับตื้น หรือสะดุ้งตื่นเป็นพักๆ  มีผลทำให้การทำงานของระบบหายใจและหลอดเลือดทำงานหนัก กลายเป็นว่าตื่นมาแล้วรู้สึกเพลียแทนที่จะรู้สึกสดชื่น

 

ส่วนรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Human Neuroscience เมื่อปีที่แล้ว ใช้วิธีทดสอบความจำของกลุ่มตัวอย่าง 160,000 คน พบว่าประสิทธิภาพการทำงานของสมองเราในด้านที่เกี่ยวกับการใช้ความคิด จะเพิ่มขึ้นตามจำนวน ชม.ที่นอน และจะถึงจุดสูงสุดที่ 7 ชม. จากนั้นจะลดลง หมายความว่าการนอนมากกว่าวันละ 7 ชม.จะไม่เพิ่มประสิทธิภาพของสมองในส่วนนี้

 

เรื่องของการนอนต้องคำนึง 2 อย่างคือ “ชั่วโมงการนอน-คุณภาพการหลับ” ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7- 8 ชั่วโมงและหลับอย่างมีคุณภาพ คือ ครบวงจรทุกระยะการหลับ ทั้งหลับตื้น หลับลึกและหลับฝัน ให้ครบทุกระยะเพราะมีความสัมพันธ์กัน ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า แต่ละวัยต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็ก 11-13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7- 8 ชั่วโมง

 

ฉะนั้น การนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาแค่จำนวน 7-8 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับระดับความลึกของการนอนหลับ เพื่อให้ร่างกายและสมองได้รับ การพักผ่อนอย่างเต็มที่ และเวลาเข้านอน-ตื่นนอนที่เหมาะสม ไม่ควรนอนดึก หรือตื่นสายจนเกินไป หรือบางคนนอนมากกว่า 7- 8 ชั่วโมงแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เป็นไปได้ว่าชั่วโมงการนอนเพียงพอ แต่คุณภาพการนอนไม่ได้ คือได้แค่หลับตื้นไม่เข้าสู่ระยะหลับลึก ซึ่งต้องไปหาสาเหตุต่อว่า ทำไมไม่สามารถเข้าสู่ระยะหลับลึกได้เป็นเพราะอะไร อย่าลืมค้นหาคำตอบให้ตัวเองและนำมาปรับปรุงการนอนของตนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนะค่ะ